ตั้งครรภ์

18 อาการที่อาจบอกว่าคุณกำลังท้อง

การตั้งครรภ์เป็นข่าวดีของครอบครัว ที่จะได้เตรียมต้อนรับการมาใหม่ของสมาชิกตัวน้อยคนพิเศษในบ้าน สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งมีลูกคนแรกอาจยังไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ เรามีวิธีการสังเกตอาการของผู้หญิงท้อง และวิธีการใช้ชุดตรวจการตั้งครรภ์ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองมาฝากค่ะ

รวบรวมและเรียบเรียงโดย ภญ.กนกรัตน์ ไชยลาโภ

อาการคนท้อง

            ในผู้หญิงที่ประจำเดือนเคยมาสม่ำเสมอ หากประจำเดือนขาดหายไปอาจเป็นสัญญาณแรกของการเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ได้ (อย่าลืมว่าความเครียดหรือวิตกกังวล ก็ทำให้ประจำเดือนไม่มาตามกำหนดได้ด้วยนะคะ) ซึ่งในระยะแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่แต่ละท่านก็จะมีอาการแพ้ท้องมากน้อยต่างกันไป บางคนก็ไม่แสดงอาการเลย เราจึงควรสังเกตจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายซึ่งมีความชัดเจนกว่า ได้แก่

1. คลื่นไส้อาเจียน ช่วงเวลาเช้า (Morning sickness)

ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในภาวะตั้งครรภ์ ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน หลังตื่นนอนในช่วงเวลาเช้า (บางท่านมีอาการช่วงเวลาเย็นหรือตลอดวัน) และอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

2. ปัสสาวะบ่อยและสีเข้มขึ้น

ระดับฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin ; HCG) ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์จะกระตุ้นให้เลือดมาเลี้ยงตัวอ่อนในมดลูกมากขึ้น ขณะเดียวกันมดลูกก็มีการขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตของลูกน้อย จึงทำให้กระเพาะปัสสาวะซึ่งอยู่ใกล้กับมดลูกถูกกดทับ จึงทำให้ปัสสาวะถี่และต้องเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนบ่อย ๆ

3. คัด เจ็บและตึงที่เต้านม

เนื่องจากต่อมน้ำนมมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น  เต้านมมีการขยายใหญ่ขึ้นจนสังเกตเห็นได้ หัวนมเจ็บ สีคล้ำขึ้นและไวต่อสัมผัสมากขึ้น มีเส้นเลือดดำสีเขียว ๆ   ขึ้นที่บริเวณผิวหนังรอบเต้านม

4. ท้องอืดและท้องผูกมากกว่าปกติ

ฮอร์โมนโปรโจสเตอโรน (Progesterone) ที่เพิ่มสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานช้าลง เกิดแก๊สค้างในกระเพาะอาหารมากขึ้น ประกอบกับมดลูกที่กดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้ลดการบีบเคลื่อนตัวของลำไส้ใหญ่ จึงเกิดอาการท้องผูกตามมา ซึ่งแก้ไขได้ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายเบา ๆ   เช่น โยคะ ว่ายน้ำ

5. ตกขาวเล็กน้อย

ฮอร์โมนเพศหญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงไประหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้การสร้างสารคัดหลั่งออกมาจากต่อมบริเวณมดลูกมากกว่าปกติ ซึ่งของเหลวเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเชื้อแบคทีเรีย (ซึ่งพบเป็นปกติในช่องคลอดของผู้หญิง) เกิดเป็นตกขาวออกมาจากช่องคลอด โดยในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ตกขาวนี้จะมีลักษณะเป็นเมือกสีขาว (โดยไม่มีอาการแสบหรือคันของการติดเชื้อรา)

6. เหนื่อยง่ายและง่วงนอนตลอดเวลา

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้รู้สึกเพลียตลอดวัน

7. รู้สึกรสโลหะเฝื่อน ๆ ในช่องปาก

ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ทำให้หูรูดที่หลอดอาหารหย่อนลง รวมทั้งการที่มดลูกขยายตัวจนเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร จึงทำให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเพื่อรักษาตามอาการด้วยยา

8. รู้สึกเหม็น ทนกลิ่นบางอย่างไม่ได้

ฮอร์โมนในในภาวะตั้งครรภ์กระตุ้นให้เกิดปฏิกริยาไวต่อกลิ่น รส เสียง สัมผัส หรือที่เรียกว่าแพ้ท้อง เช่น อยากอาเจียนเมื่อได้กลิ่นอาหาร แพ้กลิ่นน้ำหอม บางท่านก็มีอาการเหม็นกลิ่นตัวของสามี ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย หรืออยากรับประทานอาหารที่แปลกไป

9. อารมณ์แปรปรวนอ่อนไหวง่าย

เป็นผลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้มีความรู้สึกเศร้า อ่อนไหวได้ง่ายกว่าปกติ

10.
ความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลง

ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่เพิ่มสูงจะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง (บางท่านก็เพิ่มขึ้น) ซึ่งอาการนี้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อตั้งครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 4

11. ปวดหลัง

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสรีระที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ศูนย์กลางการทรงตัวปรับเปลี่ยนตลอดการตั้งครรภ์ ทำให้รู้สึกปวดหลังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบุคลิกการยืน นั่ง หรือเดิน ในช่วงตั้งครรภ์ตามมา

12. หน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น

เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป หน้าท้องจะขยายขึ้นจนสังเกตได้ และจะคลำพบก้อนนูนบริเวณเหนือหัวหน่าวในช่วงเวลาเช้าด้วย

13. รู้สึกถึงการดิ้นของลูกน้อย

เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4-5 เดือน คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าลูกกำลังเคลื่อนไหวเบา ๆ อยู่ในท้อง

14. สีผิวที่เปลี่ยนแปลงไป

ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะเพิ่มการสร้างเม็ดสีเมลานินของผิวหนังมากขึ้น ทำให้บริเวณใบหน้า ลำคอ รักแร้และอวัยวะเพศสีคล้ำขึ้น และมีรอยผิวแตกลายเป็นสีคล้ำ (Striae) บริเวณหน้าท้องด้วย

15. หายใจถี่ขึ้น และเหนื่อยหอบง่าย

เนื่องจากร่างกายต้องใช้ออกซิเจนสำหรับพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ประกอบกับเมื่อทารกเติบโตมากขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงดันต่อปอดและกะบังลมของคุณแม่ จึงทำให้รู้สึกเหนื่อยและหายใจถี่ขึ้นเมื่อมีการออกแรง (เดิมไม่เคยเป็นมาก่อน)

16. รู้สึกร้อนง่ายขึ้น

เนื่องจากร่างกายมีการใช้พลังงานมากขึ้นกว่าเดิม อุณหภูมิภายในร่างกายจึงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้รู้สึกร้อนง่ายกว่าปกติ

 17. ปวดศีรษะ

เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้บางท่านปวดศีรษะบ่อยขึ้น แต่อาการมักไม่รุนแรง

18. ปวดเกร็งภายในช่องท้อง

เกิดจากการขยายตัวของมดลูกให้พร้อมรองรับการเติบโตของทารกในครรภ์

วิธีการตรวจการตั้งครรภ์

คุณแม่มือใหม่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าปัจจุบันมีชุดตรวจการตั้งครรภ์สำเร็จรูปสำหรับตรวจปัสสาวะด้วยตนเอง (Urinary
Pregnancy Test) ทำให้ทราบผลการตั้งครรภ์ในเบื้องต้นได้ ซึ่งหาซื้อได้สะดวกทั้งจากร้านขายยาและร้านค้าทั่วไป
โดยมีวิธีและคำแนะนำในการใช้ ดังนี้

1. เมื่อซื้อชุดตรวจมาแล้ว ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4
– 30 องศา และเมื่อฉีกซองแล้วต้องใช้ตรวจทันทีหรือภายใน 1 ชั่วโมง จึงจะได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ
เพราะความชื้นในอากาศจะทำให้ประสิทธิภาพของชุดตรวจลดลงค่ะ

2. การตรวจจะให้ผลแม่นยำมากขึ้น เพียงรอให้ผ่านเลยวันที่ประจำเดือนควรมา อย่างน้อย
7 วัน

3. ควรตรวจกับปัสสาวะที่เพิ่งขับออกใหม่ ๆ ในช่วงเวลาเช้า
เพราะมีระดับฮอร์โมน HCG สูงที่สุด ทำให้ผลตรวจมีโอกาสแม่นยำสูงที่สุดตามไปด้วย

4. ในชุดตรวจตั้งครรภ์ จะมีอุปกรณ์พร้อมกับคำอธิบายอย่างละเอียด
สำหรับใช้ตรวจด้วยตัวเองอย่างง่ายดายค่ะ ซึ่งปัจจุบันมีชุดตรวจหลายรูปแบบซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำเท่ากัน
ให้เลือกใช้ตามความสะดวกของแต่ละท่าน ได้แก่ แบบปัสสาวะผ่าน (ปัสสาวะใส่แท่งตรวจให้เปียกชุ่ม) แบบแถบจุ่ม
(Test
strip) (ใช้หลอดดูดปัสสาวะลงถ้วย แล้วนำแถบตรวจจุ่มปัสสาวะ) และแบบตลับ
(Test pack) (ใช้หลอดดูดปัสสาวะใส่ตลับตรวจ)

โดยแนะนำให้ดูผลตรวจ (แสดงเป็นขีดสีแดง) ภายใน 5 นาทีหลังดูดปัสสาวะลงชุดตรวจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด
ซึ่งโดยทั่วไปจะมีความหมายดังนี้

– ถ้าขึ้นแสดง 2 ขีด                      : แปลว่า กำลังตั้งครรภ์

– ถ้าขึ้นขีดเดียวที่ขีด C                : แปลว่า ไม่ได้ตั้งครรภ์

– ถ้าไม่ปรากฏขีดใด ๆ เลย           : แปลว่า การตรวจผิดพลาด อ่านผลไม่ได้ ต้องตรวจชุดใหม่

– ถ้าขึ้นขีดที่ T แบบจาง ๆ            : แปลว่า ผลไม่แน่ชัด ควรตรวจวิธีอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ตรวจเลือด ตรวจภายในและตรวจอัลตร้าซาวนด์(Ultrasound) เป็นต้น

ผู้หญิงที่ประจำเดือนขาดหายเกิน 1-2 เดือน หากตรวจด้วยชุดตรวจตั้งครรภ์ด้วยตัวเองแล้วพบว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจภายในอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของภาวะประจำเดือนขาดหาย ซึ่งอาจเกิดจากการที่ชุดตรวจให้ผลไม่แน่ชัด หรืออาจเป็นอาการแสดงจากโรคภายในระบบสืบพันธุ์ ซึ่งต้องทำการรักษาตามความเหมาะสมต่อไปค่ะ

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *